666 หน้าแรก : ข่าวสาร : บทความ : สถานที่ท่องเที่ยว : ภาพกิจกรรม : ติดต่อเรา Monday, September 06, 2553





ระบบสมาชิก
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน



ลืมรหัสผ่าน ?
ขอใหม่ ที่นี่.
ลิ้งก์ที่น่าสนใจ
ราคาน้ำมัน
ฝากข้อความ
คุณต้องลงทะเบียนก่อนส่งข้อความ.

ยังไม่มีข้อความส่งเข้ามา.
ยา ยา ควรรู้เรื่องการใช้ยา

การใช้ยาแก้ปวดลดไข้
การใช้ยาแก้แพ้
การใช้ยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ
การใช้ยาแก้ท้องร่วง
การใช้ยาคุมกำเนิด
การใช้วิตามิน
การใช้ยารักษาสิว
การใช้ยาระบาย
การใช้ยาล้างตา
การใช้ยาลดอาการคัดจมูก
 


ยาแก้ปวดลดไข้ มีทั้งชนิดที่ไม่เสพติดและชนิดที่เสพติด
ชนิดที่เสพติดจะใช้ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง เช่น ในการผ่าตัด จึงมีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น
ชนิดที่ไม่เสพติด มีหลายชนิดด้วยกัน ที่ใช้กันมากคือ ยาแอสไพริน และพาราเซตามอล ซึ่งจัดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยในการใช้และราคาถูก
แอสไพรินทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ การใช้แอสไพรินจึงต้องดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรรับประทานหลังอาหารทันที ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคไข้เลือดออก ไม่ควรใช้ยานี้
พาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางได้ดีพอ ๆ กับแอสไพริน แต่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารเหมือนแอสไพริน การกินยาพาราเซตามอลไม่ควรกินจนเกินขนาดที่ระบุไว้บนเอกสารกำกับยา หรือกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับได้ ผู้เป็นโรคตับจึงห้ามใช้ยาพาราเซตามอล
ยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นกลุ่มยาต้านการอักเสบ ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด และลดไข้ด้วย เช่น ไอบูโปรเฟน ยาชนิดนี้หาซื้อได้เฉพาะตามร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น ยานี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ได้ดี รวมทั้งให้ผลดีในภาวะปวดประจำเดือนด้วย แต่มักใช้เมื่อใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาแอสไพรินไม่ได้ผล เพราะยาชนิดนี้ทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้มากกว่าและเกิดการระคายเคืองต่อกระเพาอาหารได้ 
กลับไปบนสุด


ยาแก้แพ้ หรือยาจำพวกแอนติ้ฮิสตามีน (Antihistamine)
    สามารถบรรเทาอาการที่เกิดจากการแพ้ เช่น ผื่นคันตามผิวหนัง คันตา ลมพิษ และน้ำมูกไหลได้ ยาแก้แพ้ที่ใช้กันโดยทั่วไป
คลอเฟนิรามีน มักมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลขณะใช้ยานี้ และเนื่องจากยานี้มีผลกดระบบประสาทส่วนกลางจึงห้ามใช้ร่วมกับยากดประสาทอื่น ๆ เช่น ยานอนหลับ ยา คลายเครียด หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้กดประสาทมากขึ้น ควรระมัดระวังในตัวผู้ป่วยที่มีประวัติการชักมาก่อน เพราะยาอาจจะทำให้เกิดการชักได้ นอกจากนี้ข้อควรระวังดังกล่าวแล้ว การใช้ยาแก้แพ้อาจทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะขัด และเนื่องจากยาเหล่านี้มีผลทำให้หลอดลมแห้ง จึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
ปัจจุบันมียาแก้แพ้บางชนิดที่ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ได้แก่ ลอราทาดีน (Loratadine) ในขนาด 10 มิลลิกรัม และ เซทิริซีน (Cetirizine) ในขนาด 10 มิลลิกรัม ยาทั้งสองชนิดรับประทานเพียงวันละครั้ง เนื่องจากเป็นยาที่ออกฤทธิ์เนิ่นนาน และควรระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก เพราะยาจะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ หรือหญิงที่ให้นมบุตร ดังนั้นการใช้ยานี้ในสตรีตั้งครรภ์และสตรีให้นมบุตรควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์


ยาแก้อักเสบ (หรือภาษาทางการแพทย์หมายถึงยาปฏิชีวนะ) (Antibiotic)
    การติดเชื้อก่อให้เกิดโรคได้หลายโรค เช่น ทอนซิลอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลำไส้อักเสบ แผลอักเสบ เราจึงมักเรียกยาที่ใช้รักษาโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ว่า ยาแก้อักเสบ ซึ่งได้แก่ ยาปฏิชีวนะ และยาต้านแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ เช่น เพนนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน คลอแรมเฟนิคอล ซัลฟานิลาไมด์ เป็นต้น ยาแต่ละชนิดก็เหมาะสำหรับการติดเชื้อที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยหาเชื้อที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบ เพื่อจะได้เลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้อง
    ยาแก้อักเสบติดเชื้อบางชนิดอาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น ยาจำพวกซัลฟานิลาไมด์ และยาจำพวกเพนนิซิลลิน ซึ่งอาการแพ้จะมีลักษณะเกิดอาการผื่นแดง คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่ออก ช็อก จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากเคยแพ้ยาอะไรมาก่อนก็ควรหลีกเลี่ยงยานั้นโดยควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเสมอด้วย และข้อควรระวังในการใช้ยาแก้อักเสบเนื่องมาจากการติดเชื้อก็คือ จะต้องใช้ยาให้ถูกต้องทั้งขนาด เวลาในการกิน และครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไปจะต้องกินยาให้ครบ 7 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา

ยาแก้ท้องร่วง
    ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ท้องร่วง เมื่อเรามีอาการท้องร่วง จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปด้วยการดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือที่เรียกว่า โอ อาร์ เอส เป็นวิธีการที่ปลอดภัยและแนะนำให้ใช้ แต่จะต้องผสมน้ำให้ถูกต้อง ระวังไม่ให้สารละลายมีความเข้มข้นมากเกินไป และใช้ตามวิธีใช้ที่ถูกต้องด้วย สำหรับผู้เป็นโรคไต หรือโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยทั่วไปจะให้ดื่มน้ำมาก ๆ เมื่อเริ่มมีอาการท้องร่วง ถ้ามีการถ่ายบ่อยให้ดื่มบ่อยขึ้น ส่วนการรักษาอาการท้องร่วงด้วยยา จะขอพูดถึงเฉพาะกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ดูดซับ และกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้เท่านั้น
โดยกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ดูดซับ เป็นยาที่มีคุณสมบัติในการดูดซับหรือรวมตัวกับสารพิษที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ คาโอลินและเปคติน ซึ่งยากลุ่มนี้ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้อุดตัน ผู้ป่วยที่มีไข้หรือเด็ก และไม่ควรกินนานเกิน 2 วัน
ส่วนกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เป็นยาที่ใช้สำหรับลดจำนวนครั้งของการถ่าย ซึ่งทำให้ลดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ แต่ยากลุ่มนี้ไม่ควรนำมาใช้กับอาการท้องร่วงที่เกิดจากสารพิษ หรือเชื้อต่าง ๆ เพราะยาจะไปลดการขับถ่ายสารพิษและเชื้อออกจากร่างกาย ทำให้เชื้อในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น โลเพอราไมด์ ซึ่งยานี้ ห้ามใช้ในเด็ก และคนชรา เพราะอาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย หรือกดศูนย์การหายใจ เป็นอันตรายได้ และไม่ควรใช้ในหญิงที่ให้นมบุตร เพราะยาถูกขับทางน้ำนม ยาจะมีผลต่อทารกได้ และไม่ควรใช้ในคนที่เป็นโรคท้องร่วงจากโรคบิด ไทฟอยด์ หรือคนที่มีไข้สูง เพราะอาจทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น โรคหายช้า หรือเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หลังจากใช้ยานี้รักษาโรคท้องร่วงชนิดเฉียบพลันเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว หากอาการไม่ดีขึ้นให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

ยาคุมกำเนิด
    การคุมกำเนิดทำได้หลายวิธี แม้แต่การใช้ยา ก็มียาคุมกำเนิดหลายชนิด แล้วเราจะเลือกใช้ยาแบบไหนดี ยาคุมกำเนิด แบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ ชนิดฉีด ชนิดฝังใต้ผิวหนัง และชนิดรับประทาน
ชนิดฉีดจะให้ผลคุมกำเนิดระยะยาว 1 - 3 เดือน และชนิดฝังใต้ผิวหนังจะมีฤทธิ์อยู่นานถึง 5 ปี การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ จะอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทาน สามารถแบ่งตามวิธีใช้ยาได้ 2 ประเภท คือ
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทานเป็นประจำ ซึ่งต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิ-ผลในการคุม กำเนิดของยาเม็ดคุม กำเนิดชนิดนี้จะดีมาก หากรับประทานเป็นประจำอย่างถูกต้อง ยาคุมกำเนิดชนิดนี้แบ่งเป็น
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด แผงแรกเริ่มรับประทานเม็ดแรกในวันแรกที่มีประจำเดือน วันต่อมารับ ประทานเรียงตามลูกศรวันละ 1 เม็ด เมื่อหมดแผงแรก สามารถรับประทานยาแผงต่อไปได้เลย
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ด แผงแรก เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกในวันที่ 5 นับจากวันที่มีประจำเดือน เมื่อ หมดแผงแรกให้หยุด 7 วัน แล้วจึงเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ ไม่ว่าประจำเดือนจะมาหรือไม่ก็ตาม
การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ควรรับประทานหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอนเพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์ของยา และป้องกันการลืมรับประทานยา ในการเริ่มรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยาจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้หลัง จากรับประทานยาไปแล้ว 10 - 14 วัน ดังนั้น ใน 2 สัปดาห์แรก จึงควรใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยาง อนามัย
ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ซึ่งใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ได้แก่ ผู้ที่ถูกข่มขืน หรือใช้วิธีคุมกำเนิดปกติผิดพลาดไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุ ฉุกเฉิน เช่น ถุงยางอนามัยแตก นับระยะปลอดภัยผิด หรือ ห่วงอนามัยหลุด เป็นต้น ยานี้จะรับประทานภายหลังมีเพศสัมพันธ์ประสิทธิผลในการคุมกำเนิดต่ำกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทานเป็นประจำ โดย ให้รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมงภายหลังมีเพศสัมพันธ์ และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลัง รับประทานยาเม็ดแรก 12 ชั่วโมง


ข้อควรระวังสำหรับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ประกอบด้วย โปเจสโตรเจนในขนาดสูงซึ่งมีวัตถุ ประสงค์ใช้เฉพาะเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์กรณีฉุกเฉินเท่านั้นจึงไม่ควรใช้บ่อยๆหากใช้ติดต่อกันอาจเป็นอันตรายทำให้เกิดการฝ่อของเยื่อบุโพรงมดลูกและอาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
ผู้ที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
1. ตั้งครรภ์ หรือ สงสัยว่าจะตั้งครรภ์
2. เป็นหรือมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองอุดตัน
3. เป็นหรือมีประวัติโลหิตแข็งตัวที่หลอดเลือดขาหรือปอด
4. ปวดศีรษะไมเกรนรุนแรง
5. เป็นหรือมีประวัติเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ทราบสาเหตุ
6. เป็นหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรืออวัยวะสืบพันธุ์
    ในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด อาจเกิดอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานยาครั้งแรก อาการคลื่นไส้จะค่อย ๆ ลดลง นอกจากนี้อาจเกิดฝ้าที่ใบหน้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะ เจ็บคัดเต้านมและเป็นสิว หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์

วิตามิน
    วิตามินเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมาก จะขาดมิได้ มีความสำคัญในการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ทำหน้าที่เป็นโคเอ็นไซม์ (Coenzyme) แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ ต้องได้รับจากภายนอกร่างกาย เช่น ได้จากอาหารและแบคทีเรียในลำไส้สร้างขึ้น วิตามินเป็นสารที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ ปริมาณวิตามินที่ร่างกายต้องการน้อยมาก เก็บสะสมไว้ในร่างกายในปริมาณจำกัด จำนวนไม่มากนัก
    ฉะนั้นตามปกติคนเราจะได้รับวิตามินจากอาหารเพียงพอเสมอ ร่างกายของคนเราต้องการวิตามินจำนวนหนึ่งเพื่อให้ดำรงชีวิตและเจริญเติบโตได้อย่างปกติ แต่ก็มีหลายคนยังมีการใช้วิตามินอย่างผิด ๆ โดยที่ไม่ได้มีการปรับปรุงวิถีการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารที่เหมาะสม เป็นต้น
การรับประทานวิตามินมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลเสีย คือ
1. วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินที่ละลายในน้ำมัน เช่น วิตามิน A,D,E,K ถ้ารับประทานมากเกินขนาดที่ร่างกายต้องการ จะทำให้ เกิดการสะสมในร่างกาย และถ้าสะสมมากเกินไป จะทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย
2. วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบีรวม จะอยู่ในร่างกายในอัตราสมดุลย์ ถ้าให้ชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป หรือนานเกินไป จะไป แทนที่วิตามินบีชนิดอื่น ทำให้เกิดการขาดวิตามินชนิดอื่น
3. เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินปริมาณน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินบี วิตามินซี และเก็บไว้ใน จำนวนจำกัด ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกนอกร่างกาย ฉะนั้นหากรับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไป ส่วนที่เกินจำเป็นจะไม่ได้ ประโยชน์อะไร ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เสียเงิน โดยใช่เหตุ
วิตามินแบ่งออกตามการละลายได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ได้แก่
วิตามิน เอ มีในสัตว์ พบว่าในตับของปลามีวิตามินเอสูง
วิตามิน ดี มีอยู่ตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะแสงแดด และมีในตับต่าง ๆ
วิตามิน อี มีในเนื้อสัตว์ น้ำนม
วิตามิน เค ได้จากผัก น้ำมันพืช และแบคทีเรียในร่างกายสร้างขึ้น ได้แก่ วิตามินเค 1, วิตามินเค 3
2. วิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่
วิตามินบีรวมมักพบอยู่ร่วมกันในอาหารชนิดเดียวกัน วิตามินที่ละลายได้ในน้ำหากรับประทานเกินขนาดก็จะถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย
วิตามิน บี 1 ได้จากอาหารพวกผิวนอกของข้าวขาว เนื้อ ตับ ไข่
วิตามิน บี 2 ได้จากยีสต์ ผักสีเขียว ตับ ไข่ นม เนื้อ
วิตามิน บี 6 ได้จากยีสต์ รำข้าว อ้อย ตับ
วิตามิน บี 12 ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้ ไม่มีในพืช มีในเนื้อสัตว์ อวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ หอยสองฝา
วิตามินซี มีในอาหารพวกพริกไทย ฝรั่ง ส้ม มะนาว องุ่น กระหล่ำปลี ผัก ผลไม้ต่าง ๆ
    ปัจจุบันมียาจำพวกวิตามินจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย บางชนิดเป็นยาเดี่ยว ประกอบด้วยวิตามินชนิดเดียวในขนาดสูง ใช้สำหรับรักษาผู้ที่ขาดวิตามินชนิดนั้น ๆ โดยเฉพาะ บางชนิดประกอบด้วยวิตามินหลายชนิดรวมกันในปริมาณมากน้อยต่างกัน ยาที่ประกอบด้วยวิตามินขนาดสูง จะใช้สำหรับผู้ที่ขาดวิตามิน ส่วนยาที่ประกอบด้วยวิตามินในขนาดต่ำจะใช้เพื่อเสริมวิตามินให้แก่ร่างกายเท่านั้น ซึ่งผู้ที่รับประทานอาหารได้ตามปกติ รับประทานผัก และผลไม้อย่างเพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องซื้อยาจำพวกวิตามินมารับประทานเพิ่มเติมอีก

การใช้ยารักษาสิว
    สิวเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่น หลายคนรู้สึกว่าการเป็นสิวทำให้เสียบุคลิก ทำให้ลดความงามบนใบหน้า และอายที่จะให้ผู้อื่นพบเห็น แล้วเราจะดูแลรักษาสิวได้อย่างไร
การใช้ยารักษาสิว ขึ้นอยู่กับลักษณะของสิวที่เป็น
กรณีสิวเสี้ยน พวกสิวหัวดำหรือหัวขาวที่ยังไม่มีการอักเสบเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนอง ให้ใช้ยากรดวิตามินเอ เช่น กรดเรติโนอิค (retinoic acid) ขนาดความแรงตั้งแต่ 0.01 - 0.1% ยานี้ช่วยให้มีการหลุดลอกของหัวสิว ทาบางๆ วันละครั้งก่อนนอน ยานี้อาจระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้หน้าแดงและลอกเป็นขุย นอกจากนี้อาจทำให้แพ้แสงแดดได้ง่าย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัดๆ ในกรณีที่มีการอักเสบของหัวสิวให้งดใช้ยานี้
กรณีสิวหัวแดงหรือตุ่มหนอง ให้รับประทานยาปฏิชีวนะ หรือทายาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะที่ใช้รับประทานได้แก่ ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน เช่น เตตร้าซัยคลิน 250 มิลลิกรัม ด็อกซีซัยคลิน 100 มิลลิกรัม เป็นต้น ยากลุ่มเพนนิซิลลิน เช่น แอมพิซิลิน หรือ อะม็อกซีซินลิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาอีริโทรมัยซิน สำหรับวิธีการใช้ยา ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ รวมทั้งอ่านฉลากยาและเอกสารกำกับยาอย่างถี่ถ้วน
สำหรับยาปฏิชีวนะที่ใช้ทา เช่น อีริโทรมัยซิน, คลินด้ามัยซิน ทาบางๆ วันละ 2 - 3 ครั้ง ใช้ลดปริมาณเชื้อที่ทำให้เกิดสิวในรูขุมขน นอกจากนี้ควรใช้เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ ขนาด 2.5 - 10% ทาบางๆ ที่หัวสิววันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น ยานี้นอกจากจะช่วยลดปริมาณของเชื้อแล้วยังช่วยละลายหัวสิว แต่ยาที่มีความเข้มข้นที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ดังนั้นในช่วงแรกที่เริ่มใช้ยาให้ใช้ที่ความเข้มข้นต่ำๆ ก่อน โดยทายาทิ้งไว้ 5 - 15 นาที แล้วล้างออก เมื่อทนต่อยาได้แล้วจึงค่อยเพิ่มระยะเวลาที่ทาให้นานขึ้น
ถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบรุนแรงหรือมีแผลเป็นมาก ควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง นอกจากยาปฏิชีวนะแล้ว ยังมียารับประทานชนิดอื่นอีก เช่น กรดวิตามินเอ และฮอร์โมน แต่การใช้ยาเหล่านี้ควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น

ยาระบาย
ยาระบายที่มีการใช้ทางยาแผนโบราณ อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. พวกที่เพิ่มปริมาณกากอาหารในลำไส้ สมุนไพรกลุ่มนี้ ได้แก่ อาหารจำพวกพืชผักต่าง ๆ และผลไม้บางชนิด เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก วุ้น เป็นต้น รวมถึงเมล็ดพืชบางชนิด เช่น แมงลัก เป็นต้น ซึ่งสามารถพองตัวได้เมื่อถูกน้ำ ทำให้เพิ่มปริมาณกาก อาหารในลำไส้ สามารถแก้อาการท้องผูกอันเนื่องมาจากรับประทานอาหารที่มีกากน้อยเกินไป การใช้ยาระบายพวกนี้ต้องดื่ม น้ำตามมาก ๆ ประมาณ 1 แก้ว และห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคอุดตันของทางเดินอาหาร
2. พวกที่มีสารสำคัญจำพวก แอนทราควิโนน (Anthraquinone) ซึ่งออกฤทธิ์ระคายเคือง ลำไส้ ทำให้มีการบีบตัวเพิ่มขึ้น จึงมีการ ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายดีขึ้น สมุนไพรพวกนี้มีข้อควรระวังในการใช้ คือ อาจจะไซ้ท้อง ทำให้ปวดมวนหรือหากใช้ติด ต่อกันนานเกินไป อาจจะทำให้ร่างกายเกิดความเคยชินต่อยา พอหยุดยาอาจไม่ถ่ายหรือถ่ายลำบากยิ่งขึ้น สมุนไพรกลุ่มนี้มีหลาย ชนิด ได้แก่ ขี้เหล็ก ฝักคูน ชุมเห็ดเทศ มะขามแขก มีบางคนเข้าใจผิดคิดว่าการรับประทานมะขามแขกจะทำให้ลดความอ้วนได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อใช้นาน ๆ อาจพบว่ามีการทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ นอกจากนี้ยังไม่ควรใช้มะขาม แขกกับหญิงมีครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้ส่วนล่างอักเสบ โรคอุดตันในทางเดินอาหารและเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
3. พวกที่ช่วยดึงน้ำให้เพิ่มขึ้นในลำไส้ (Osmotic agent) สารพวกนี้จะช่วยให้มีน้ำในลำไส้มากขึ้น ซึ่งเมื่อรับประทานจะทำให้ อุจจาระไม่แข็งตัว ที่มีใช้กัน เช่น ดีเกลือ
ยาถ่ายและยาระบาย เป็นยาที่ช่วยบำบัดอาการท้องผูก
ยาระบาย มักใช้กับยาที่มีฤทธิ์อ่อน คือ ทำให้เกิดอาการถ่ายที่ไม่รุนแรง อุจจาระอาจมีลักษณะอ่อนนุ่ม ส่วนยาถ่ายจะใช้กับยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้น ทำให้เกิดอาการถ่ายที่รุนแรงกว่า อุจจาระมักเป็นน้ำมากขึ้น แต่ยาระบาย หากใช้ในขนาดสูงขึ้น จะแสดงฤทธิ์เป็นยาถ่ายได้ ยาถ่ายและยาระบายสามารถ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 ประเภทที่รู้จักกันแพร่หลายคือ
    ประเภทที่ 1 ยาที่ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อน เช่น เมทธิลเซลลูโลส ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องกินพร้อมกับน้ำ ยาจะดูดน้ำและพองตัวได้ ทำให้เพิ่มปริมาณน้ำและเนื้ออุจจาระ ทำให้ลำไส้ขยายและบีบตัวมากขึ้น ยาไม่ถูกดูดซึมในสำไส้ จึงมีฤทธิ์อ่อน ค่อนข้างปลอดภัย ข้อควรระวังคือ ต้องดื่มน้ำตามไปมาก ๆ หรือผสมกับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 1 แก้ว ให้ยาพองตัวในน้ำให้ดีก่อนรับประทาน เพราะถ้าหากกินในรูปผงแห้งหรือมีน้ำไม่เพียงพอ อาจเกิดการอุดตันในหลอดอาหารและสำไส้ และยังทำให้อุจจาระอัดเป็นก้อนแข็ง ขับถ่ายยาก ดังนั้นจึงห้ามใช้ยานี้ในกรณีสำไส้อุดตันและอุจจาระอัดเป็นก้อนแข็ง อุดตันลำไส้
    ประเภทที่ 2 ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และทำให้ระคายเคือง เช่น บิสซาโคดีล และมะขามแขก ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ทำให้เพิ่มการหลั่งน้ำและเกลือแร่ และกระตุ้นเพิ่มการการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมา หากใช้มากไปจะทำให้ขาดน้ำและเกลือแร่บางอย่างในร่างกาย ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรใช้เป็นประจำติดต่อกันนาน ๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลน้ำและเกลือแร่ ปวดท้อง การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลง เยื่อผุผนังลำไส้ผิดปกติ และเกิดการเปลี่ยนแปลงของปมประสาทในลำไส้
ยาถ่ายและยาระบาย ห้ามใช้เมื่อมีอาการปวดท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียน และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่อ่อนเพลียมาก ๆ อย่างไรก็ตาม การรักษาอาการท้องผูกควรแก้ที่ต้นเหตุ คือควรรับประทานอาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก และผลไม้ต่าง ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ การฝึกนิสัยการขับถ่ายอุจจาระทุกวันให้เป็นเวลา

การใช้ยาล้างตา
    ดวงตาเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ง่ายต่อการติดเชื้อ กรณีที่ผงเข้าตา หากล้างตาไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ ของเหลวที่สามารถนำมาใช้ล้างตาได้ ได้แก่ สารละลายกรดบอริก น้ำเกลือความเข้มข้นร้อยละ 0.9 หรือน้ำสะอาดธรรมดา น้ำยาล้างตาพวกนี้จะช่วยชะล้างตาให้หายจากการระคายเคืองเนื่องจากฝุ่นหรือผง แต่ไม่สามารถใช้รักษาอาการติดเชื้อที่ตาได้
วิธีใช้ยาล้างตา เริ่มจากรินน้ำยาลงถ้วยที่สะอาดและมีขนาดพอเหมาะกับลูกตา โดยใช้ปริมาณที่เพียงพอให้ตาจุ่มได้ จากนั้นยกถ้วยล้างตาจ่อเข้าที่เบ้าตาตามรูปถ้วย ลืมตาไว้เพื่อให้น้ำยาแทรกซึมเข้าไปทั่วลูกตา กรอกตาไปทางซ้ายและขวาประมาณ 1-2 นาที เมื่อเปลี่ยนมาล้างตาอีกข้าง ให้เปลี่ยนน้ำยาใหม่
เมื่อล้างตาเสร็จแล้ว ต้องทำความสะอาดถ้วยล้างตาให้สะอาด เพราะอาจมีการติดเชื้อขึ้นได้ ถ้าต้องใช้คราวต่อไป ยาล้างตาที่เปิดใช้แล้ว ให้เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นจึงควรเลือกยาล้างตาที่มีขนาดบรรจุน้อยๆ จะได้ใช้หมดในเวลาไม่นาน และทุกครั้งที่ใช้ ต้องปิดขวดให้แน่น การใช้ยาล้างตาไม่ควรใช้เป็นประจำ เพราะเป็นการล้างเอาน้ำตาธรรมชาติ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าออกไป จะทำให้ตาแห้งและเกิดการอักเสบ ควรใช้ในกรณีที่มีสิ่งแปลกปลอมปลิวเข้าตาแล้วน้ำตาไม่สามารถชะล้างออกไปได้ แต่หากใช้ยาล้างตาแล้วไม่ดีขึ้น หรือยังคงมีเศษผงฝังในกระจกตาหรือเยื่อตาขาว ให้ผู้ป่วยหลับตาแล้วปิดตาด้วยผ้าก๊อซไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระพริบตาหรือเคลื่อนไหวลูกตา จากนั้นควรไปพบแพทย์

การใช้ยาลดอาการคัดจมูก
    ยาลดอาการคัดจมูกจะมีผลต่อเยื่อบุจมูก ทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดที่มาเลี้ยงบริเวณนั้นลดลง การสร้างน้ำมูกลดลง การถ่ายเทน้ำเมือกดีขึ้น ทำให้เยื่อจมูกบวมน้อยลง จึงทำให้ลดอาการเจ็บปวดในจมูก และอาการคัดจมูก ซึ่งเกิดจากหวัดหรือเยื่อจมูกอักเสบจากการแพ้ ทำให้โล่งจมูก หายใจสะดวกขึ้น โดยทั่วไปยาลดอาการคัดจมูกมี 2 ชนิด คือ ชนิดรับประทาน และชนิดหยอดหรือพ่นจมูก ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีผลในการลดอาการคัดจมูกได้รวดเร็ว
ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยานี้ คือ อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ชีพจรเต้นเร็ว และความดันโลหิตสูง จึงไม่ควรใช้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง การใช้ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงควรใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันนานกว่า 3-5 วัน นอกจากนี้ ยาหยอด,พ่นจมูกนั้น จะออกฤทธิ์เร็วกว่าชนิดรับประทาน เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์โดยตรงที่เยื่อจมูก แต่อาจมีผลทำให้แสบหรือทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง เกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบของเนื้อจมูกและยังอาจกระตุ้นให้เกิดอาการบวม และกลับมีอาการคัดจมูกอีกมากกว่าเดิมหลังหมดฤทธิ์ยา เป็นผลทำให้ผู้ป่วยต้องใช้ยาบ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาพ่นและยาหยอดจมูกติดต่อกันนานกว่า


หลักในการซื้อยา
การซื้อยา คงไม่เหมือนกับการซื้อสินค้าอย่างอื่น เพราะหากได้ยาที่ไม่มีคุณภาพ ก็อาจทำให้ผู้ใช้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หลักปฏิบัติง่าย ๆ ในการซื้อยาที่เราควรยึดถือไว้ คือ 
1. เลือกซื้อยาจากร้านขายยาที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสังเกตได้จากป้ายที่แขวนไว้ในร้าน จะระบุว่าเป็นร้านขาย ยาประเภทใด แผนปัจจุบัน แผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ หรือ แผนโบราณ และระบุ ชื่อผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ คือ เภสัชกรประจำร้านนั้นๆ
2. เลือกซื้อยาที่จัดวางอยู่ในตู้หรือชั้นวางยาที่สะอาด ไม่อยู่ในที่ร้อนจัด หรืออับชื้น หากกรณีเป็นยาที่ต้องแช่เย็น ทางร้านควรมีตู้ เย็นไว้เก็บยา เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสียก่อนถึงวันหมดอายุได้
3. ตรวจสอบภาชนะบรรจุยาว่าอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย มีฉลากและเอกสารกำกับยาครบถ้วน ไม่ฉีกขาดหรือลบเลือน เพราะนั่นคือ ข้อมูลที่จะช่วยให้เราใช้ยาได้อย่างถูกต้อง
4. ตรวจสอบชื่อยา ส่วนประกอบของยา หรือสรรพคุณของยาให้ตรงตามความต้องการใช้งาน
5. สังเกตวันหมดอายุที่อยู่บนฉลากยาว่าหมดอายุหรือไม่ โดยยาแผนปัจจุบันทุกชนิดถูกกำหนดให้ระบุวันที่ยาสิ้นอายุบนฉลาก
กรณีที่ไม่ใช่ยาแผนปัจจุบัน หากไม่มีวันหมดอายุแสดงบนฉลากยา ให้สังเกตวันเดือนปีที่ผลิตยาแทน โดยไม่ควรผลิตมาเกินกว่า 5 ปี ถ้าเป็นยาน้ำควรเป็นยาที่ผลิตมาไม่เกิน 3 ปี และสังเกตลักษณะของยาว่าผิดไปจากปกติหรือไม่ เช่น เม็ดยาไม่แตกกร่อน สี ซีดจางหรือเปลี่ยนไป ถ้าเป็นยาน้ำใสหรือยาหยอดตาต้องไม่ตกตะกอน ยาน้ำแขวนตะกอนต้องเขย่าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้ ง่าย เป็นต้นอย่าซื้อยาเพียงดูแค่สีและลักษณะของเม็ดยา เราอาจได้ยาคนละตัวที่มีสีและลักษณะเหมือนกัน นอกจากโรคไม่หาย แล้ว อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

http://www.pharm.chula.ac.th/osotsala/information/advise%20drug.htm

นาฬิกา
นายก อบต.เวียง

วิทยุ อสมท.พะเยา
(( Live )) ->


ขอเพลงด่วนๆ
ส่ง SMS 4221246

Copy Right 2005-2007 โดย องค์การบริหารส่วนตำบลเวียง - http://www.abt-wiangthoeng.com
อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 0-5366-9248 โทรสาร 0-5379-5691
เว็บไซต์ โดย TDMC